2006/Sep/10

---ให้คุณคิดให้ดีนะครับก่อนเลื่อนลงไปอ่านเฉลย ---


....... คืนนั้นเป็นคืนที่เงียบสงบและเปล่าเปลี่ยว

เขากำลังวางหูโทรศัพท์ ขณะที่ผมเดินเข้าไปหาเขา เขาชวนให้

ผมนั่งกินเหล้ากับเขา เราคุยกันเรื่อง

ตลกขบขัน บางทีก็เรื่องของเพื่อนฝูง รวมทั้งเรื่อง

สัพเพเหระมากมาย เราดื่มกันแก้วแล้วแก้วเล่า เรื่องราว

ที่เขาเล่า ทำให้ผมนึกถึงสมัยเด็กๆ เสียงหัวเราะ

เริ่มพร่างพรูออกมา เรื่องเก่าๆ ที่ผมเคย

ทำสิ่งต่างๆ ร่วมกับเขามา เขายังพูดถึงเรื่องเพื่อนที่เคย

ชกต่อยกับเขาสมัยเด็กๆ แล้วคนรักเก่าของผม

ก็เข้ามาห้าม และบอกให้เพื่อนคนนั้นคืนหนังสือ

ที่เขาเป็นคนแย่งชิงไป เขาเป็นเพื่อนที่ผมรักมาก

เพื่อนอีกคนนั้นทำธุรกิจร่วมกับเขา

แต่ในขณะเดียวกันก็เกลียดเขามาก เป็นเพื่อนที่ทำเลว

เลวกับเขาหลายครั้งแต่เขาก็ใส่ใจ เขาให้ข้อคิด

กับผมหลายเรื่อง เมื่อเห็นว่าดึกแล้ว ผมก็เดินไปส่งเขาที่รถ

เขาบอกผมว่า ไม่ต้องเป็นห่วงว่าเขาจะเมา แต่ผมไม่สบายใจ

ผมมองจนเขาขับรถออกไป แล้วผมจึงค่อยขับตาม

แต่เขาขับเร็วมาก จนตลาดสายตาผมไป ผมร้อนใจมาก

จนถึงที่เปลี่ยวแห่งหนึ่ง หัวใจผมเต้นรัว ผมหยุดรถที่มุมตึก

กำลังจะเดินเข้าไปหาเขาที่รถ ผมคิดว่าเขาคงจะเมามาก แต่ภาพที่ผมเห็น มีผู้ชาย

ดึงและกระชากเขาออกมาจากรถ ฟาดเขาด้วยไม้ท่อนโต

ครั้งแล้ว ครั้งเล่า ปากก็พร่ำแต่ตะโกนด่า

แก้แค้น !! แกมาขัดผลประโยชน์ทำไม ผม

แอบมองอยู่ มือสั่น หัวใจแทบหยุดเต้น ผู้ชายคนนั้นคง

เกลียดเขาเข้าไส้ ถึงได้ฆ่าเขาอย่างโหดเ!้ยม ทารุณ

ผมมองไม่เห็นหน้าฆาตกร ตรงนั้นมืดมาก

เขาตาย เลือดไหลนองไปที่พื้น ผม

แทบจะทรุดลงตรงนั้น ผมช่วยอะไรเขาไม่ได้เลย ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใคร

เป็นคนฆ่าเขา...... ..

( ถ้าคัยอ่านแล้วก็ ลองเดาเอาเองนะว่าใครเป็นคนฆ่า อย่าแอบดูเฉยข้างล่างนะ )

ลองอ่าน บรรทัดที่ 1 , 3 , 5 ,7 , 9 ,11 , ...... เลิยๆ เดียวก็รู้ว่าใครเป้นคนฆ่า

2006/Sep/10

นินจานั้นอยู่หนใด?
นินจาปรากฏกาย ณ แห่งหนตำบลใดบ้าง? คำตอบก็คือ พวกเขาอยู่ได้ทุกที่ เผยตัวออกมาได้ทุกเมื่อ และเร้นหลบฉากไปได้ทุกยามที่ต้องการ โดยที่ผู้คนยากจะจำแนกออก ทำไมน่ะหรือครับ?

ในยุคแห่งไดเมียวและซามูไรนั้น นินจาขึ้นชื่อว่าเป็นคมเขี้ยวแห่งความมืด ที่ใครๆ ต่างพากันยำเกรงที่สุด ผู้คนร่ำลือถึงกิตติศัพท์ความสามารถจนเกินจริง บางตำนานเล่าว่า นินจามีความสามารถเท่า"เทนงู" หรือเทพอีกานั่นเชียว ทว่าความสามารถของนินจามาจากการฝึกฝนเพียวๆ ครับ ไม่ได้อาศัยปาฏิหารย์อะไรมาปะปนแม้แต่น้อย มนตร์มายาอันเป็นตำนานของนินจาประการหนึ่งคือ การล่องหนหายตัว ซึ่งก็ไม่ได้สลายตัวเองเป็นอณูไปกับอากาศธาตุหรอกนะครับ เพียงแต่นินจา มีวิธีการตบตาผู้คน ให้คล้ายกับพวกเขาล่องหนได้ มันก็เท่านั้น

เคล็ดลับแรกน่าจะอยู่ที่เสื้อผ้าครับ พวกเขามีเสื้อผ้าที่กลมกลืนกับธรรมชาติ หรือสภาพรอบด้าน เมื่ออยู่ในป่า บนกองดิน หรือกำแพงเมือง นินจาก็จะใช้เสื้อผ้าที่กลมกลืนเหล่านั้นมาพรางกาย ถึงคราวจำเป็นจริงๆ นินจาต้องห้อยโหนตัวอยู่บนต้นไม้นานนับวันๆ หรือขุดดินมุดลงซ่อนตัวบ้าง ดำน้ำอยู่ในสระบ้าง โดยอาศัยการหายใจผ่านปล้องไม้เล็กๆ อย่างที่เราเห็นกันในหนังน่านแล

บ้านและฐานที่มั่นของนินจาก็มีความสำคัญเช่นกัน ในศาสตร์แห่งนินจา มีสาระสำคัญว่าด้วยการสร้างบ้านเอาไว้มากมายครับ อย่างน้อย ต้องมั่นคงและปลอดภัยสำหรับการเร้นกายในยามสงบของนินจาได้ บ้านนินจา มีกลไกป้องกันภัยอยู่มากมาย เช่นการทำกระดิ่งเตือนภัยโดยร้อยกับเชือกเอาไว้ เมื่อศัตรูมาสะดุดเข้า นินจาก็จะรู้ได้ทันทีว่า ผู้ไร้เจตนาดีเข้ามาเยี่ยมเยือนถึงที่เสียแล้ว นอกจากนี้ก็มีอุโมงค์ ประตูกล กับดักอยู่สารพัด ที่เด็ดที่สุดและเล่ากันมามากที่สุดก็คือ ช่องลับสำหรับหลบหนีที่อยู่ใต้เตียงนอน (ห้องนอนน่ะครับ เพราะส่วนใหญ่นินจาไม่นอนเตียงกัน)


. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .


ท้ายที่สุด นินจายังมีวิชาที่สมัยใหม่เค้าเรียกว่า "การแทรกซึม" อยู่ ภาษานินจาคือ เฮนซึจัตสุ โดยการปลอมตัวในรูปแบบต่างๆ เข้าไปปะปนอยู่ในแนวหลังของศัตรู สมัยก่อน อาชีพที่นินจานิยมปลอมกันก็เช่น พ่อค้า นักละครเร่ ซึ่งพวกนี้มักเข้าๆ ออกๆ เมืองต่างๆ อยู่เสมอ จึงยากที่จะจับพิรุธหรือสืบสาวราวเรื่อง เคล็ดลับอีกประการก็คือ รู้จักใช้คุณลักษณะทางเพศมาหลอกล่อ ให้คนที่ใกล้ชิดตายใจ สามารถปะปนและล้วงความลับข่าวสารที่ต้องการได้อย่างไม่ยากเย็น

ฟู่... เหนื่อยเหมือนกันแฮะ แต่ยังไม่จบเท่านี้นะครับ ยังมีเรื่องเล่าอันเป็นเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ของนินจา ที่ผมยังเล่าไม่ครบ ส่วนสำคัญคงเป็นตำนานของนินจา เหตุการณ์สำคัญที่โยงใยกับประวัติศาสตร์ เช่น การลอบสังหาร โอดะ โนบุนางะ นินจาคนสำคัญๆ เช่น ซารุโทบิ ซาสึเกะ, อิชิคาวะ โกเอม่อน, ฮัตโตริ ฮันโซ, ฟูมะ โคทาโร่ หรือแม้แต่ซามูไรฉายาสิงห์ตาเดียว ยางิว จูเบย์ ซึ่งมีลูกน้องนินจาที่เก่งกาจอีกเป็นขโยง เพียงแต่วันนี้ชักรู้สึกนอกเรื่องของ The Myth มากไปหน่อยแล้ว ถ้าใครสนใจก็เมล์มาทวงได้นะครับ นายโซนิคยินดีอยู่แล้ว เรื่องฝอยล่ะชอบนัก หึ หึ...

นินจา (忍者) หรือ ชิโนบิ (忍び) (ความหมาย: "ผู้คงทน") ได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มนักฆ่า หรือสปาย ในช่วงสมัยเปลี่ยนการปกครองของประเทศญี่ปุ่น โดยขณะเดียวกันนินจาได้ถูกเปรียบเทียบกับซามูไร ซึ่งซามูไรเปรียบเหมือนนักสู้ที่ต่อสู้เบื้องหน้า ขณะที่นินจาเป็นนักสู้ที่ต่อสู้เบื้องหลัง นอกจากนี้มีการกล่าวกันว่ากลุ่มคนบางคนเป็นทั้งนินจาและซามูไรพร้อมกัน ในปัจจุบันไม่มีร่องรอยของบุคคลที่เป็นนินจาหลงเหลือ เหลือเพียงแต่ซามูไร สำหรับนินจาหญิงจะเรียกว่า คุโนะอิจิ

ที่มาของคำว่านินจา

คำว่านินจาเชื่อว่ามีการใช้มาประมาณ 800 ปีก่อน ซึ่งหมายถึงบุคคลที่อยู่ในภูเขาและฝึกฝนนินจุตสุ (วิชาต่อสู้เกี่ยวกับการขโมยและการล่องหน) ซึ่งมาจากประโยคที่ว่า ชิโนบิโนะโมโนะ โดยเขียนในคันจิว่า 忍者 โดยตัวอักษรแรก (นิน) หมายถึง "คงทน" โดยในภายหลังคำนี้ได้มีความหมายเพิ่มเติมหมายถึง "การซ่อนตัว" และ "การขโมย" โดยตัวอักษรที่สอง (จา) หมายถึง "บุคคล" นอกจากนี้ได้มีภาษาจีนได้กล่าวถึงนินจาว่า 林鬼 (หลินกุ้ย) ซึ่งหมายถึง ปีศาจในป่า

ประวัติของนินจา

เนื่องจากตามลักษณะของนินจาที่ได้ชื่อว่านินจาไม่เคยทิ้งร่องรอยอะไรไว้รวมถึงไม่กล่าวคุยโวเกี่ยวกับผลงานของตัวเอง ซึ่งทำให้ผลงานหรือชีวประวัติของนินจาถูกเก็บไว้เป็นความลับ ซึ่งเป็นการยากที่จะหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนินจา ในตำนานหนึ่งได้มีการกล่าวถึงมินาโมโตะ โนะ โยชิซึเนะ ว่าได้มีเทนงูมาสอนวิชามินาโมโตะ โนะ โยชิซึเนะเพื่อฝึกฝนเป็นนินจา โดยในประวัติศาสตร์ได้มีกล่าวไว้ว่ามีพระชาวจีนรูปหนึ่งมาสอนเกี่ยวกับตำราพิชัยสงครามให้ แก่มินาโมโตะ โนะ โยชิซึเนะ

โทงะคุเระ ริวได้กล่าวถึงนินจาในช่วงปลายยุคเฮอัน ไว้ว่านินจา ได้แบ่งออก เป็น 2 ฝ่ายหลัก คือ อิงะ และโคงะ ได้ร่วมต่อสู้กัน ซึ่งในนิยายหรือการ์ตูนจะกล่าวถึงการต่อสู้ระหว่างสองฝ่ายนี้

ในยุคคามะคุระ ได้มีประวัติศาสตร์กล่าวไว้ถึง คุสุโนะกิ มาซาชิเงะ ได้ใช้เทคนิคในการรบซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับวิชานินจา ต่อมาในช่วง ยุคเซนโงกุ(หรือที่รู้จักกันว่าเป็นยุคสงคราม) ไดเมียวที่มีชื่อเสียงทุกคนมีนินจาอยู่ภายใต้การปกครองสำหรับการเป็นสปายแอบสืบข้อมูลของฝ่ายตรงข้าม ในยุคสงครามการรู้ข้อมูลและแผนการของฝ่ายข้าศึก จะทำให้มีชัยชนะเหนือกว่า ไดเมียวบางคนได้ถูกกล่าวว่าเป็นนินจาเอง ซานาดะ ยูคิมูระ หัวหน้ากลุ่มซานาดะ ได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มนินจา หลังจากที่ซานาดะ ยูคิมูระนำกลุ่มทหารเพียง 3,000 คนปกป้องปราสาท สู้กับกองทัพ 50,000 คนของโทกุงาวะ ฮิเดทาดะ

ในยุคเดียวกัน โทกุงาวะ อิเอยาสุ ได้มีการใช้นินจา จนท้ายที่สุดได้ชนะสงครามและตั้งตัวเป็นโชกุนของประเทศญี่ปุ่น มีการกล่าวถึงผลงานกลุ่มนินจา นำโดยฮัตโตริ ฮันโซ หัวหน้ากลุ่มนินจาฝ่ายอิงะ เป็นผู้นำทางให้อิเอยาสุหลบหนีออกมาในช่องเขานาระภายหลังจากที่ลอบโจมตีทัพของ โอดะ โนบุนากะ สงครามครั้งสุดท้ายที่มีการกล่าวถึงนินจา ในช่วงยุคของโชกุนโทกุงาวะ คือสงครามกลางเมืองที่ชิมาบาระ ของกลุ่มชาวนาที่โกรธแค้นฝ่ายรัฐบาลที่เรียกเก็บภาษีแพง เมื่อสิ้นสุดสงครามนินจาเริ่มหมดหน้าที่ โดยนินจาบางคนได้มาเป็นโอนิวะบันชู กลุ่มรักษาความปลอดภัยของปราสาทเอโดะ ทำหน้าที่ปกป้องผู้ร้ายและขณะเดียวกันก็แอบสืบข้อมูลของไดเมียวคนอื่น นินจาคนอื่นจะเก็บตัวปลอมปนกับชาวนาโดยยังคงฝึกฝนตัวเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อพร้อมที่จะได้ใช้วิชานินจาที่อาจจะมีสงครามเกิดขึ้น ในช่วงยุค 200 ปีหลังจากของตระกูลโทกุงาวะ ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดเกิดขึ้น ทำให้ไม่มีการสืบต่อวิชานินจา โดยมีการสืบต่อผ่านทางปากต่อปากและคนสนิทเท่านั้น

ในยุคเอโดะ นินจาได้เป็นที่นิยมในหนังสือและการแสดง วิชานินจาต่างๆ รวมทั้ง การล่องหน การกระโดดสูง การท่องมนต์นินจา และการเรียกกบยักษ์มาช่วยต่อสู้ ถูกสร้างขึ้นในยุคนี้สำหรับใช้ประกอบในการแสดง เพื่อความบันเทิง

อาวุธของนินจา

อาวุธของนินจามีลักษณะเป็นอาวุธที่ซ่อนไว้ รวมถึง ชูริเคน (ดาวกระจาย) โบะ (กระบอง) นินจาเคน (ดาบนินจาซึ่งเล็กกว่าคะตานะ (ของซามูไร) แต่ใหญ่กว่าวากิซาชิ )


2006/Sep/10

นินจากินอะไรถึงได้เก่งนัก?



นั่นสิครับ เคล็ดลับของนินจาอยู่ที่อาหารหรือเปล่าหนอ พวกเขากินอะไรทำไมถึงได้เก่งกาจเกินคนกันนัก คำตอบก็คือเปล่าเลย นินจาไม่ได้กินอาหารพิสดารต่างจากมนุษย์หรอก พวกเขาไม่มีบ๊วยเค็มที่กินแล้วกลายเป็นซูเปอร์แมนปากจู๋ หรือผักขมแบบที่กลาสีกล้ามโตป๊อบอายกินเข้าไป นินจาก็กินอาหารเหมือนมนุษย์เดินดินทั่วไปนี่แล...

นินจาสมัยใหม่ อาจมีอาหารแค็ปซูลพกเหมือนหน่วยรบพิเศษ แต่ที่แน่ๆ นินจาไม่นิยมพกน้ำครับ เพราะเป็นตัวถ่วงน้ำหนักอย่างร้ายกาจ ของที่ใช้แก้กระหายของนินจามาแต่โบร่ำโบราณได้แก่ ผงเป๊บเปอร์มินท์ หรือเมล็ดงา บางตำรับก็คั้นน้ำมันผักชนิดหนึ่งมาทาไว้ที่รูจมูก และนิยมกินผักป่า เนื่องจากอุดมไปด้วยวิตามิน ที่ใช้บำรุงสายตาของนินจาเค้า

ไม่เพียงแต่ฝึกร่างกายเท่านั้น นินจายังต้องฝึกความพร้อมทางจิตใจอีกต่อหนึ่ง เพื่อให้กลายเป็นเครื่องจักรสังหารสมบูรณ์แบบ เราอาจอนุมานว่า มันเป็น ESP ประเภทหนึ่ง เพราะคำร่ำลือแต่โบราณกล่าวกันว่า นินจาเหมือนพวกที่มีพรายกระซิบครับ พวกเขาสามารถคาดการณ์ล่วงหน้า หรือมีลางสังหรณ์ที่แม่นยำราวกับตาเห็น สามารถสะกดจิต หรือ แค่จ้องตา ผู้ถูกจ้องก็อ่อนระทวยเหมือนกบเขียดที่ถูกงูสะกด จะว่าไปมันก็เป็นหลักทางจิตวิทยาอย่างหนึ่ง แม้จะไม่มีคำอธิบายที่แจ่มชัด แต่คำบอกเล่าที่สอนกันมาในหมู่นินจาก็คือ "จิต คือผนึกแห่งเอกภพ เป็นความจริงแท้ที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการทางจิตใจ เป็นสิ่งที่กลั่นกรองผ่านกระบวนการทางจิตใจ แล้วซึมซาบสู่การรับรู้ทางอินทรีย์"

ที่แน่ๆ นินจามักไม่สะทกสะท้านต่อความตาย เพราะพวกเขาถือว่า ชีวิตมีค่าเท่ากับศูนย์ หากรอดก็ได้กำไร ถ้าตายก็เสมอตัว ความตายเป็นเพื่อนเก่าที่คุ้นเคยกับพวกเขา การทำใจสำหรับวันตายของนินจาเป็นสิ่งจำเป็น เพราะวันนั้นของพวกเขาจะมาก่อนคนอื่นอีกมากนัก เกิดเป็นนินจา จะโดนกับดักในปราสาท หรือโดนซามูไรฟันหัวแบะเมื่อไหร่ก็ไม่อาจตรัสรู้ได้ การทำใจกับความตาย จึงเป็นเรื่องธรรมดาของนินจาทุกรูปทุกนาม อุปมาเหมือนเล่นเน็ต ระวังยังไงก็ต้องมีวันโดนไวรัสเข้าจนได้นั่นแล...


ประกบอิง - - พลังจากฝ่ามือ


โอ๊ะ โอว...
 ยังกะท่าของคุจากุเลยใช่ไหมล่ะครับ? เปล่าหรอกครับ นี่คือหัวใจของการฝึกและชีวิตของนินจาเลยทีเดียว การฝึกจิตยังไงล่ะครับ เพราะลำพังแค่ความแข็งแกร่งทางร่างกายอย่างเดียวไม่พอแน่ นินจาที่แท้จริงจำต้องเรียนลึกไปถึงสภาพภายในจิตใจของตนเอง รวมทั้งแก่นแท้ของสรรพสิ่งรอบข้าง ว่าง่ายๆก็คือจิตวิญญาณแห่งสรรพสิ่งนั่นเอง เพราะเมื่อรู้จักพลังและความสัมพันธ์แห่งที่มาของพลังแล้ว นินจาจึงสามารถดึงพลังจากสิ่งรอบข้างมาใช้ได้ โดยไม่เกิดอันตรายกับตนเอง การฝึกของนินจาที่เราอาจจะเคยเห็นในหนังบ่อยๆ นั่นก็คือการประกบ อิง - มือ หรือ คุจิ-อิง ซึ่งการประสานมือนี้เชื่อกันว่า เป็นการโอบล้อมให้เกิดพลัง โดยลักษณะการประกบมือนี้ คาดว่าน่าจะมีอิทธิพลมาจากจีนและธิเบตครับ ประกอบด้วยธาตุทั้งสี่ คือ ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ (ชิ-ซุย-ฟุ-กะ)



นินจาเชื่อกันว่า ท่าประสานนิ้วนี้
 เมื่อผู้ใช้ตั้งมั่นอยู่ในสมาธิอันแน่วแน่ จะสามารถบังคับการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ สภาพบรรยากาศอันกดดัน และผนึกสมาธิให้ตั้งมั่นได้อย่างสูงสุด อันนี้ก็ไม่รู้ว่า จะสามารถล่องหนปล่อยไฟได้เหมือนในหนังมั๊ยนะครับ เพราะยังไม่เคยลอง อนึ่ง รากฐานของการประสานมือนี้ ถูกผนึกเข้ากับการกำหนดลมหายใจ ตามแบบวิปัสนาพุทธด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อไหร่ที่ดูหนังหรืออ่านการ์ตูนแล้วเห็นนินจาทำท่านี้ล่ะก็ เค้าไม่ได้สวดมนตร์หรอกครับ แค่ผนึกสมาธิ ไอ้จะปล่อยพลังก้อนโตๆออกมาระเบิดศิลาเป็นผงนั้น เป็นไข่และสีสันจากผู้สร้างเสียมากกว่า น้องๆ ที่กำลังจะเอนท์ จำไปไว้ใช้ก่อนอ่านหนังสือก็คงไม่เลวดอกนะครับ

อาวุธของนินจา
นินจาเชี่ยวชาญในอาวุธหลายๆ ประเภท สารพัดชนิดที่จะคิดขึ้นมา
 นั่นก็เพราะภารกิจหลักของนินจาคือ แฝงเร้น-สังหาร-ถอนตัว ครั้งจะแบกดาบดุ้นเบ้อเริ่มเข้าไปโต้งๆ แบบซามูไร มันก็ออกจะเอิกเกริกเกินควร อาวุธของนินจาจึงมาในแนวคิดที่ว่า จิ๋ว-เล็ก-เงียบ และสารพัดประโยชน์ครับ อาวุธแต่ละอย่างต้องสามารถพกพาได้สะดวก แบบว่าพกแพ็คเป็นแพ็คไว้ได้ในคราวเดียว อาวุธเหล่านี้ ก็เช่น ธนู กริช มีด โซ่ติดเคียว ระเบิดควัน ลูกดอก รวมทั้งแม่แบบแห่งอาวุธของนินจา นั่นก็คือดาบ โดยดาบของนินจา จะแตกต่างจากดาบซามูไรค่อนข้างมาก เล่มเล็ก บางเรียว แต่คม..สั้น เน้นการแทงเป็นหลัก ประมาณว่า พอลอบเข้าไปในปราสาทศัตรู สามารถชักออกมาเชือดยามหรือหน่วยระวังภัยที่พบเห็นได้ โดยไม่เป็นที่เอิกเกริก ลองนึกภาพนินจาที่สะพายดาบเล่มโตเท่าตาคลาวด์ แห่ง Final7 หรือ นายกัซจาก Berserk สิครับ ดูจืดซะเมื่อไหร่กัน และก็เพราะอาวุธส่วนใหญ่ของนินจาไม่ใช่อาวุธหนักที่ใช้ปะทะตรงๆ เมื่อเจอกองระวังภัยของศัตรู นินจาจึงต้องมีอาวุธเสริมสำหรับช่วยในการหลบหนี เช่น ปาระเบิด วางเรือใบบก เป็นต้นครับ


อาวุธนินจาสารพัดแบบ จะเรียก
Ninja Utilities ดีไหมนะ?
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .



อาวุธที่โด่งดังที่สุดของนินจาน่าจะเป็น
 ชูริเคน หรือบ้านเราเรียกดาวกระจายครับ เครื่องหมายการค้าของเค้าว่างั้นเหอะ จุดประสงค์ของการใช้ชูริเคนนี้ ใช้ในการสกัดกั้นการเคลื่อไหว การหนี-ติดตาม ของศัตรู มากกว่าจะใช้เป็นอาวุธหลักในการสังหาร รัศมีทำการขึ้นอยู่กับพลังข้อมือรวมทั้งการฝึกฝน ถ้าแม่นหน่อยก็เข้าหน้าผากทีเดียวจอดสนิท นอกนั้นก็มีพวกเหล็กแหลม เข็ม ลูกดอกยาวที่เอาไว้ใช้เป่า ส่วนใหญ่อาวุธพวกนี้ต้องเคลือบยาพิษบ้าง ยาชาบ้างเอาไว้ เพราะพิษสงของมันหาได้ทำให้ตายใน Hit เดียวไม่ (ยกเว้นจะปาชูริเคนแบบ 18 Hit-Combo ซึ่งไม่ง่ายนัก)

เข็มพิษยังเป็นอาวุธโปรดปรานของบรรดาคุโนอิชิ หรือ
 นินจาสาว อ๊ะ... อย่าเพิ่งทำตาโตนะครับ นินจาก็มีผู้หญิงเหมือนกัน เป็นจารสตรีที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เฉพาะอย่าง เมื่อถึงเวลา พวกเธอจะทำการสังหารเหยื่อโดยใช้เข็มอาบยาพิษขนาดเล็ก เนื่องจากเมื่อจิ้มเหยื่อไปแล้ว สามารถดึงออกมาได้อย่างไร้ร่องรอย เพราะไม่มีบาดแผลขนาดใหญ่ปรากฏ ว่ากันว่านินจาในปัจจุบัน มีอาวุธไฮเทคขนาดเล็ก เช่นปากกาที่ยิงกระสุนแรงอัดสูง กระดุม ต่างหูที่ปาไประเบิดบึ้ม หรืออะไรต่อมิอะไรที่ เจมส์ บอนด์ ยังอายอยู่ด้วย นินจาเหล่านี้ปัจจุบันสังกัดหน่วยข่าวกรองแห่งชาติของญี่ปุ่นครับ เท็จจริงอย่างไรนายโซนิคไม่กล้ายืนยัน

อื่นๆ อีกมากมาย ของนินจา

นินจาที่เก่งสารพัดของเรานี้ ถ้าจะให้สรุปว่าอย่างไหนของนินจาน่ากลัวที่สุด ก็ต้องขอตอบว่า "พิษ" ล่ะครับ เพราะการโจมตีซึ่งๆ หน้าระวังง่าย การใช้พิษร้ายสิระวังยาก นินจาจะมีความชำนาญเกี่ยวกับยามากเป็นพิเศษ ทั้งชนิดและปริมาณ กะได้ว่าใช้ขนาดแล้วอัมพาตกิน สลบ หรือตายไปเลย พิษที่พวกนินจาใช้ ส่วนใหญ่จะสกัดมาจากสัตว์ที่เราคุ้นเคยกันดี เช่น แมลงป่อง ปลาปักเป้า พิษงู ซึ่งอันนี้จะมีผลมากเวลาซึมเข้าบาดแผล นินจาจึงมักใช้อาบอาวุธของตน

ยังมีพิษอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งได้ผลดีเมื่อศัตรูกินเข้าไป นั่นคือพิษจากพืชชนิดต่างๆ นับว่าเป็นภูมิปัญญานินจาทีเดียวล่ะครับ ที่รู้จักสกัดสารซึ่งวงการแพทย์เพิ่งรู้จักมาเมื่อไม่กี่สิบปีนี้ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น เมล็ดของแอปเปิล พลัม แอลมอนด์ บางทีก็ใบมะเขือเทศ ที่ยอดนิยมที่สุดก็พิษจากเห็ดตระกูลต่างๆ นอกจากนี้ นินจายังมีวิชาพิเศษที่เรียกว่า "อาเทมิ" หรือการย้ำจุด เป็นการใช้พิษแต้มเข้าไปที่จุดเฉพาะบางจุดของร่างกาย อาจเป้นการสัมผัส หรือการจี้ (อันนี้ใช้นินจาหญิงทำน่าจะเวิร์คกว่า หึ หึ..)